สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain Reconfiguration) กำลังเปิดโอกาสด้านการค้าและการลงทุนให้แก่ไทย จากจุดแข็งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ฐานการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้า แต่ไทยต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ยกระดับศักยภาพของธุรกิจ ควบคู่กับการกระจายตลาดและแหล่งปัจจัยการผลิต เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของการค้าโลก
ประเด็นสำคัญ
- สนค. มองว่า Supply Chain Reconfiguration กำลังเปิดโอกาสให้ไทยจากจุดแข็งด้านที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน ฐานการผลิต และเครือข่ายการค้า
- ไทยถูกมองว่ามีศักยภาพเป็นเศรษฐกิจตัวเชื่อม (connector economy) ในห่วงโซ่อุปทานโลก
- สัดส่วนส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เพิ่มจากร้อยละ 11.4 เป็นร้อยละ 21.4 ในช่วงปี 2559–2568
- สัดส่วนการนำเข้าจากจีนเพิ่มจากร้อยละ 21.6 เป็นร้อยละ 31.1 และจากไต้หวันเพิ่มจากร้อยละ 3.7 เป็นร้อยละ 7.4
- FDI ปี 2568 ไหลเข้าไทยเพิ่มร้อยละ 30.3 เป็น 19.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- สนค. เสนอ 5 แนวทาง ตั้งแต่กระจายตลาดและแหล่งปัจจัยการผลิต ไปจนถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารความเสี่ยง
สิ่งที่สนค. มองว่าเกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก
สนค. ศึกษาการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และพบว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งความขัดแย้งทางการค้า การแพร่ระบาดของ COVID-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการแข่งขันระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ประเด็นความมั่นคงของแหล่งจัดหาปัจจัยการผลิต ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ถูกนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจด้านการผลิตและการลงทุนมากขึ้น
ผลที่ตามมาคือการกระจายความเสี่ยง โดยลดการพึ่งพาผู้ผลิต ประเทศ หรือเส้นทางขนส่งเพียงแห่งเดียว และเกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานในหลายรูปแบบ เช่น การกระจายแหล่งจัดซื้อ การรักษาฐานการผลิตในจีนและเพิ่มฐานการผลิตในประเทศอื่น (China Plus One) การย้ายฐานการผลิตไปใกล้ตลาดปลายทาง ประเทศพันธมิตร หรือกลับสู่ประเทศต้นทาง รวมถึงการสำรองสินค้าหรือวัตถุดิบสำคัญ
สนค. ระบุว่าการปรับตัวไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันในทุกอุตสาหกรรม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์และ AI ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่และแร่สำคัญ รวมถึงพลังงาน อาหาร และปัจจัยการผลิตพื้นฐาน
โอกาสของไทย และข้อมูลที่สะท้อนการเชื่อมโยงมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกเปิดโอกาสให้ไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเครือข่ายการผลิตและการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากการที่ประเทศเศรษฐกิจสำคัญอย่างสหรัฐฯ และจีน กระจายแหล่งจัดหาและลดการพึ่งพาฐานการผลิตเพียงแห่งเดียว ไทยที่มีจุดแข็งด้านความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และเครือข่ายการค้า จึงมีศักยภาพเป็นเศรษฐกิจตัวเชื่อม (connector economy) ในห่วงโซ่อุปทานโลก
ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของไทยสะท้อนความเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานของประเทศสำคัญที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในช่วงปี 2559–2568 สัดส่วนการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เพิ่มจากร้อยละ 11.4 เป็นร้อยละ 21.4 ขณะที่สัดส่วนการนำเข้าจากจีนเพิ่มจากร้อยละ 21.6 เป็นร้อยละ 31.1 และจากไต้หวันเพิ่มจากร้อยละ 3.7 เป็นร้อยละ 7.4
ในสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ สัดส่วนการส่งออกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (HS 8471) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.9 เป็น 6.7 และโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสาร (HS 8517) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.2 เป็น 5.1 ต่อมูลค่าการส่งออกรวม ขณะที่การนำเข้าวงจรรวม (HS 8542) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.8 เป็น 10.0 ต่อมูลค่านำเข้ารวม
สนค. ระบุด้วยว่าข้อมูลสถิติระยะสั้นส่วนหนึ่งอาจได้รับผลจากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีมีผลและการปรับสินค้าคงคลังของภาคธุรกิจ
ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ปี 2568 เงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นมูลค่า 19.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแนวโน้มการลงทุนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น
โอกาสที่มาพร้อมความท้าทาย
สนค. ระบุว่า นอกจากโอกาสด้านการค้าและการลงทุนแล้ว การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานยังเปิดโอกาสให้ไทยได้ยกระดับภาคการผลิตและบริการ โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเพิ่มมูลค่าในภาคเกษตร อาหาร และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ตลอดจนการพัฒนาภาคบริการที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมการผลิตและการค้า
อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานยังมาพร้อมความท้าทาย ทั้งการพึ่งพาตลาดและแหล่งปัจจัยการผลิตบางประเทศในระดับสูง การแข่งขันจากสินค้าจีนและกำลังการผลิตส่วนเกิน ตลอดจนมาตรการทางการค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และการตรวจสอบย้อนกลับ
สนค. ยังระบุว่าการส่งออกสินค้าบางส่วนที่เพิ่มขึ้นอาจมาพร้อมการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบมูลค่าสูง ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
5 แนวทางที่สนค. เสนอ
- กระจายตลาด สินค้า และแหล่งปัจจัยการผลิตอย่างมีเป้าหมาย
- ยกระดับอุตสาหกรรมและเพิ่มมูลค่าในประเทศ โดยเชื่อมโยง SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
- เพิ่มความพร้อมต่อกฎระเบียบและมาตรฐานการค้าใหม่
- ขยายความร่วมมือทางการค้าและยกระดับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน
สนค. สรุปว่า การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกไม่ใช่เพียงการย้ายฐานการผลิตจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นการจัดระเบียบเครือข่ายการผลิตและการค้าใหม่ ไทยจึงควรใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ได้รับอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย พัฒนาทักษะและเทคโนโลยี และเสริมความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง เพื่อยกระดับบทบาทของไทยสู่ฐานการผลิตและบริการที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ และสร้างมูลค่าและประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจไทยได้มากขึ้นในระยะยาว



