LINE ประเทศไทยจัดงาน “LINE BEAUTYTECH 2026” เป็นทั้งเวิร์กช็อปและเวทีเสวนา เพื่อให้ผู้ประกอบการและนักการตลาดในธุรกิจความงามได้เจาะลึกอินไซต์และอัปเดตเทรนด์ ขณะเดียวกันก็ชูแนวคิด “From First Touch to Repeat Love” ให้แบรนด์หันจากการมุ่งขายครั้งเดียว ไปสู่การออกแบบทุกโมเมนต์เพื่อสร้างความสัมพันธ์และการซื้อซ้ำในระยะยาว
คุณเปรียว คณินกร ณ อยุธยา หัวหน้าทีมที่ปรึกษาธุรกิจกลุ่ม New Business ของ LINE ประเทศไทย ระบุว่า ตลาดบิวตี้ไทยมีมูลค่าราว 4 แสนล้านบาท และยังเติบโตเฉลี่ย 6–8% ต่อปี แต่การแข่งขันเข้มข้นขึ้นจากการขยายตัวของ K-Beauty, J-Beauty และ C-Beauty ที่เข้ามาชิงพื้นที่และความสนใจจากผู้บริโภคไทย
เธอกล่าวด้วยว่าพฤติกรรมผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น และคาดหวังว่าแบรนด์จะเข้าใจตัวเอง ทำให้ Emotional Connection กลายเป็นประเด็นสำคัญ โดยจากอินไซต์พบว่า กว่า 60% ของสมาชิก Loyalty Program มีแนวโน้มใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าทั่วไป ขณะที่ 82% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มภักดีต่อแบรนด์ที่สร้างความผูกพันแบบอารมณ์ได้ และ 70% พร้อมแนะนำแบรนด์ต่อหากได้รับประสบการณ์ที่ดี
LINE ยังระบุว่าการใช้งาน Messaging API ของ Beauty Brand บนแพลตฟอร์มเติบโตขึ้นกว่า 41% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าแบรนด์บิวตี้ในไทยให้ความสำคัญกับ CRM และการสื่อสารแบบ Personalization มากขึ้น
ในงานยังแบ่งกลุ่ม Beauty Shopper บน LINE ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Spontaneous Browser ที่ตัดสินใจค่อนข้างเร็วและชอบโปรโมชันหรือรีวิว, Enthusiast ที่สนุกกับการเลือกซื้อและชอบแคมเปญที่มีลูกเล่น และ Extreme Shoppers ที่มองการช้อปปิ้งเป็นงานอดิเรกและให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ สินค้าใหม่ และสินค้าพรีเมียม
คุณวรทรรศน์ ศุภกิจ Chief Revenue Officer และ Co-founder บริษัท Wisesight (Thailand) จำกัด กล่าวว่ากลุ่มที่น่าจับตาไม่ได้มีแค่คนรุ่นใหม่ โดย Gen Y และ Gen X ก็เป็นช่วงวัยที่มีกำลังซื้อ และแต่ละเจนมีโจทย์ต่างกัน เช่น Baby Boomer สนใจผมหงอก Gen X สนใจฝ้า Gen Y กังวลเรื่องริ้วรอยก่อนวัย Gen Z มักกังวลเรื่องสิว ขณะที่ Gen Alpha แม้ยังไม่ใช่ผู้ตัดสินใจซื้อโดยตรง แต่มีพ่อแม่ในกลุ่ม Gen X และ Gen Y เป็นผู้เลือกซื้อสินค้าให้
ดร.ทิป มัณฑิตา จินดา Founder & MD of Digital Tips กล่าวว่า Customer Journey วันนี้ไม่เหมือนในตำรา และแนะนำให้มองผ่าน 4 Stage ได้แก่ Discover Better, Nurture Trust, Move to Action และ Build Repeat Love
ในช่วง Discover Better แบรนด์ต้องมีเหตุผลมากพอให้คนหยุดดู และเชื่อมกับ Pain Point หรือความสนใจของลูกค้า โดยยกตัวอย่างยูนิลีเวอร์ที่ใช้ LINE Mission Sticker ชวนตอบคำถามเกี่ยวกับการดูแลเส้นผมเพื่อแลกรับสติกเกอร์เซตพิเศษ
ช่วง Nurture Trust เน้นคลายข้อสงสัยที่ลูกค้ามักมี เช่น ผลิตภัณฑ์เหมาะกับผิวหรือไม่ ปลอดภัยแค่ไหน หรือให้ผลลัพธ์อย่างไร ส่วน Move to Action คือการลด Friction ตอนที่ลูกค้ามี Buying Intent ให้เส้นทางจากความสนใจไปสู่การซื้อสั้นและง่ายที่สุด
LINE ยกตัวอย่าง Madame Fin ที่ใช้โซลูชันบน LINE ครบวงจร ตั้งแต่โฆษณาผ่าน LINE Ads เชื่อมการสื่อสารไปยัง LINE OA และปิดการขายผ่าน MyShop โดยระบุว่าทำให้ Follower เติบโต 5 เท่า และยอดขายจาก LINE Ads เพิ่มขึ้น 126%
สำหรับขั้น Build Repeat Love แบรนด์สามารถนำข้อมูลการซื้อไปต่อยอดเป็นการติดตามผล แนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้อง หรือเตือนช่วงที่สินค้าใกล้หมด โดยใช้ Business Manager เชื่อมข้อมูลจาก LINE OA, LINE Ads และ Touchpoint อื่น ๆ บน LINE เพื่อทำ Retargeting และ CRM ให้แม่นยำขึ้น
LINE ระบุว่าแบรนด์ที่ใช้แล้วประสบความสำเร็จ เช่น AES Class Clinic ที่นำข้อมูลมาใช้บริหารกลุ่มเป้าหมาย จน CTR เพิ่มขึ้น 4 เท่า Cost Per Friend ลดลง 40% และจำนวนแชทบน LINE OA เพิ่มขึ้น 100%
ประเด็นสำคัญ
- ตลาดบิวตี้ไทยมีมูลค่าราว 4 แสนล้านบาท และโตเฉลี่ย 6–8% ต่อปี
- LINE ระบุการใช้งาน Messaging API ของแบรนด์บิวตี้บนแพลตฟอร์มโตขึ้นกว่า 41% จากปีก่อน
- งานนี้พูดถึงลูกค้า 3 กลุ่ม และ 4 ขั้นตอนในการออกแบบ Customer Journey



